179303614215507

โรคเบาหวาน (Diabetes Mellitus)

โรคเบาหวาน (Diabetes Mellitus)


เบาหวาน (Diabetes mellitus) เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของการหลั่งอินซูลิน หรือการออกฤทธิ์ของอินซูลิน หรือทั้งสอง อย่างร่วมกัน ทำให้การเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ หากเกิดเป็นระยะเวลานานจะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนเรื้อรัง ส่งผลให้เกิดการเสื่อมสภาพและการล้มเหลวในการทำงานของอวัยวะต่างๆที่สำคัญ ได้แก่ ตา ไต เส้นประสาท หัวใจ และหลอดเลือด

ประเภทของโรคเบาหวาน

โรคเบาหวานสามารถแบ่งประเภทตามสาเหตุและพยาธิสรีรวิทยาในการเกิดได้เป็น 4 ประเภท คือ

โรคเบาหวานชนิดที่1 (Type 1 diabetes) เกิดจากเซลล์ที่ตับอ่อนถูกทำลาย มีผลทำให้การสร้างและการหลั่งอินซูลินลดลง หรือสร้างอินซูลินไม่ได้ โดยส่วนใหญ่เซลล์ที่ตับอ่อนจะถูกทำลายโดยระบบภูมิคุ้มกันของตัวเอง ส่วนน้อยมากที่ไม่ทราบสาเหตุ ทำให้ร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลไปใช้เป็นพลังงานได้ จึงทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง โรคเบาหวานชนิดนี้พบประมาณร้อยละ 5-10 ของผู้ป่วยเบาหวานทั้งหมด มักพบในเด็กหรือผู้ที่มีอายุน้อยกว่า 30 ปี

โรคเบาหวานชนิดที่2 (Type 2 diabetes) เป็นโรคเบาหวานที่พบบ่อยที่สุดในกลุ่มคนที่มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป มักพบในคนอ้วน หรือผู้ที่มีไขมันสะสมหน้าท้องเป็นจำนวนมาก การมีภาวะน้ำตาลในเลือดสูง เกิดจากความผิดปกติที่เบต้าเซลล์ของตับอ่อน ทำให้มีการสร้างและหลั่งอินซูลินได้น้อยลง

โรคเบาหวาน ในขณะตั้งครรภ์ (Gestational Diabetes Mellitus : GDM) เป็นเบาหวานที่ได้รับการวินิจฉัยครั้งแรกขณะตั้งครรภ์ เนื่องจากในภาวะตั้งครรภ์รก ร่างกายจะสร้างฮอร์โมนที่มีฤทธิ์ต้านการทำงานของอินซูลิน ทำให้ร่างกายดื้อต่ออินซูลิน ตับอ่อนของหญิงตั้งครรภ์จึงต้องทำงานเพิ่มขึ้นเพื่อสร้างฮอร์โมนอินซูลินให้มีเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ซึ่งภาวะดื้อต่ออินซูลินมักพบมากขึ้นในไตรมาสที่สองและสามของการตั้งครรภ์ ซึ่งทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนทั้งมารดาและทารกได้

โรคเบาหวานชนิดที่เกิดจากสาเหตุอื่น ๆ (Other specific types of diabetes) เกิดจากการมีความผิดปกติทางพันธุกรรมของเซลล์ที่ตับอ่อน หรือมีสาเหตุอื่นๆ เช่น ความผิดปกติทางพันธุกรรมในการออกฤทธิ์ของอินซูลิน โรคของตับอ่อน ยา สารเคมี เช่น ยากลุ่มต้านไวรัสเอชไอวี หรือการเปลี่ยนถ่ายไขกระดูก และการติดเชื้อ

อาการและอาการแสดงของโรคเบาหวาน

โรคเบาหวานเป็นโรคที่มีผลต่อระบบต่างๆทั่วร่างกาย อาการและอาการแสดงที่เกิดขึ้นเนื่องมาจากระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ ซึ่งอาการแสดงที่สำคัญมีได้ ดังนี้

  • ปัสสาวะบ่อยและมีปริมาณมาก (Polyuria) เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูงจนเกินขีดจำกัดของไต (Renal threshod) ร่างกายจะขับน้ำตาลออกมากับปัสสาวะ น้ำตาลที่ถูกกรองออกมาและดึงน้ำออกมาด้วย ทำให้การดูดซึมน้ำกลับที่ท่อไตลดลง เป็นผลให้ปริมาณปัสสาวะเพิ่มขึ้น จึงมีอาการปัสสาวะบ่อยและปริมาณมาก
  • กระหายน้ำ ดื่มน้ำมาก (Polydipsia) เป็นผลจากการที่ร่างกายสูญเสียน้ำไปจากการปัสสาวะบ่อยและมากขึ้น จึงเกิดภาวะขาดน้ำอย่างรุนแรง ทำให้มีอาการกระหายน้ำมากจนต้องชดเชยด้วยการดื่มน้ำบ่อยๆ
  • น้ำหนักตัวลด (Weight loss) เมื่อเซลล์ไม่สามารถนำกลูโคสไปใช้เป็นพลังงานได้ ร่างกายก็จะสลายไขมันและโปรตีนที่เก็บสะสมไว้มาใช้เป็นพลังงานทดแทน จึงเกิดการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อและไขมัน ร่วมกับภาวะที่ร่างกายขาดน้ำ จึงทำให้น้ำหนักตัวลดลงอย่างรวดเร็ว
  • รับประทานอาหารจุ (Polyphagia) จากการที่ร่างกายมีการสลายเอาเนื้อเยื่อส่วนต่างๆมาใช้ จึงทำให้มีการขาดอาหารและขาดพลังงานเกิดขึ้น เพื่อชดเชยต่อภาวะนี้ ร่างกายจึงส่งสัญญาณให้หิวบ่อยและรับประทานอาหารมากขึ้น

นอกจากอาการแสดงที่สำคัญแล้ว ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานอาจมีอาการและอาการแสดงอื่นๆ ดังต่อไปนี้

  • ปัสสาวะมีมดขึ้น
  • มีผื่นคันหรือเชื้อราขึ้นตามผิวหนัง โดยเฉพาะบริเวณจุดอับ เช่น รักแร้ใต้ราวนม ขาหนีบ และอวัยวะสืบพันธุ์
  • เป็นแผลเรื้อรังตามแขนขา หรือเป็นฝีบ่อยๆ เป็นแผลง่าย แต่หายยาก
  • สายตามัวลงเรื่อยๆ ต้องเปลี่ยนแว่นตาบ่อยๆ
  • มีอาการชาหรือปวดแสบปวดร้อนตามปลายมือปลายเท้าทั้งสองข้าง ส่วนมากมักเป็นที่เท้าก่อน บางรายอาจมีอาการหมดความรู้สึกทางเพศ หรือบางรายอาจมีหนังตาตก หรือมีอาการอัมพาตของใบหน้าซีกใดซีกหนึ่ง
  • มีอาการแสดงของหลอดเลือดตีบในอวัยวะส่วนต่างๆ เช่น ที่เท้า ทำให้มีแผลเนื้อตายเน่าดำ ที่หัวใจ ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดไปเลี้ยง เกิดอาการเจ็บหน้าอก หรือที่สมอง ทำให้มีอาการอัมพาตได้
ภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน
  • ภาวะหมดสติจากระดับน้ำตาลในเลือดสูง
  • ภาวะที่มีกรดคั่งในกระแสเลือดจากเบาหวาน (Diabetic ketoacidosis : DKA)
  • ภาวะแทรกซ้อนของหลอดเลือด
  • การเสื่อมของจอประสาทตาจากโรคเบาหวาน (Diabetic retinopathy)
  • การเสื่อมของหน่วยไตจากโรคเบาหวาน (Diabetic nephropathy)
  • ภาวะแทรกซ้อนของระบบประสาท
วิธีการรักษาและการป้องกัน

การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ดีขึ้นได้นั้น นอกจากการใช้ยาอย่างถูกต้องและเหมาะสมแล้ว พฤติกรรมการดำเนินชีวิต ดังต่อไปนี้ จะช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ใกล้เคียงกับค่าปกติและลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนต่างๆต่อร่างกายได้

  • เลือกรับประทานอาหารจำพวกข้าว/แป้งที่ไม่ขัดสี ในปริมาณที่พอเหมาะ
  • รับประทานผักเพิ่มมากขึ้นในแต่ละวัน
  • จำกัดการกินผลไม้ และเลือกผลไม้ที่ไม่หวานจัด
  • หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง
  • ออกกำลังกายเป็นประจำสม่ำเสมอ
  • งดสูบบุหรี่ และงดดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
  • ติดตามผลการรักษาอย่างสม่ำเสมอ