179303614215507

ความดันโลหิตสูง (Hypertension)

ความดันโลหิตสูง (Hypertension)


โรคความดันโลหิตสูง น่าจะเป็นโรคที่พวกเราได้ยินกันจนชินหูไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นพ่อ แม่ ปู่ ยา ตา ยาย หรือแม้แต่ป้าข้างบ้านก็มีโอกาสที่จะเป็นโรคความดันโลหิตสูงได้ทั้งนั้น
แต่คุณรู้หรือไม่? โรคความดันโลหิตสูงที่ได้ยินกันอยู่บ่อยๆจนคิดว่ามันไม่มีอะไร จริงๆแล้วมันเป็นโรคที่ทำให้เกิดการตายและทุพพลภาพที่สำคัญที่สุดของโลก

โรคความดันโลหิตสูง (hypertension) หมายถึง ระดับความดันโลหิตซิสโตลิก (systolic blood pressure, SBP) > 140 มม.ปรอท และ/หรือ ความดันโลหิตไดแอสโตลิก (diastolic blood pressure, DBP) >90 มม.ปรอท

*ความดันโลหิตซิสโตลิก (systolic blood pressure, SBP) เป็นความดันขณะที่หัวใจบีบตัว

ความดันโลหิตไดแอสโตลิก (diastolic blood pressure, DBP) เป็นความดันขณะที่หัวใจคลายตัว

การจำแนกโรคความดันโลหิตสูงตามความรุนแรงในผู้ใหญ่อายุ 18 ปีขึ้นไป

หมายเหตุ : หากความดันช่วงบนและความดันช่วงล่างมีความรุนแรงอยู่ต่างระดับกัน ให้ถือระดับที่รุนแรงกว่าเป็นเกณฑ์

อาการของโรคความดันโลหิตสูง

ความดันโลหิตสูงเป็นโรคเงียบและมักจะไม่มีอาการที่จำเพาะชัดเจน ในบางคนอาจมีอาการได้ ดังต่อไปนี้

  • ปวดศรีษะและบริเวณท้ายทอย
  • อาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย
  • ใจสั่น นอนไม่หลับ
  • ตามัว มือเท้าชา
ภาวะแทรกซ้อนของโรคความดันโลหิตสูง

หากไม่ได้รับการักษาหรือปล่อยให้ความโลหิตสูงเป็นเวลานานๆ ร่วมกับการมีโรคประจำตัวอื่นๆ เช่น โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคไต และโรคหัวใจ ผู้ป่วยอาจเกิดความผิดปกติของอวัยวะที่สำคัญต่างๆตามมาได้ เช่น สมอง ประสาทตา หัวใจ ไต หลอดเลือดแดงใหญ่ และหลอดเลือดแดงส่วนปลาย ซึ่งจะส่งผลให้เกิดอัมพฤกษ์ อัมพาต และเสียชีวิต เนื่องจากความดันโลหิตสูงจะทำให้หลอดเลือดแดงแทบทุกส่วนของร่างกายเสื่อม เกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง (Atherosclerosis) หลอดเลือดตีบ และเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆได้ไม่ดีเท่าที่ควร

สาเหตุของโรคความดันโลหิตสูง
  1. ความดันโลหิตสูงชนิดไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด ผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงส่วนใหญ่ประมาณ 90-95% มักตรวจไม่พบโรค ภาวะผิดปกติ หรือสิ่งที่เป็นต้นเหตุของความดันโลหิตสูง
  2. ความดันโลหิตสูงชนิดทราบสาเหตุ ผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงประมาณ 5-10% อาจตรวจพบโรค ภาวะผิดปกติ หรือสิ่งที่เป็นสาเหตุของความดันโลหิตสูง ได้แก่ โรคไต หลอดเลือดแดงตีบ ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำเกิดโรคความดันโลหิตสูง
  • พันธุกรรม
  • อายุที่เพิ่มมากขึ้น
  • น้ำหนักตัวเกินหรือเป็นโรคอ้วน
  • ขาดการออกกำลังกาย
  • ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน
  • การรับประทานอาหารที่มีส่วนประกอบของโซเดียมสูง และอาหารเค็มเป็นประจำ
  • ความเครียด
  • การสูบบุหรี่
  • การดื่มแอกอฮอลล์
  • การใช้ยาบางชนิด
แนวทางการรักษาและวิธีการป้องกันโรคความดันโลหิตสูง

1.ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตให้เหมาะสม

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตเป็นสิ่งแรกที่ควรทำในการดูแล รักษา โรคความดันโลหิตสูง ซึ่งประกอบด้วย

  • การควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน โดยให้มีค่าดัชนีมวลกาย ตั้งแต่ 5-22.9 กก./ม2 และมีเส้นรอบเอวอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน สำหรับผู้ชายควรมีค่าน้อยกว่า 90 ซม. และผู้หญิงน้อยกว่า 80 ซม.
  • การจำกัดโซเดียมในอาหาร การบริโภคโซเดียมไม่เกิน 2,300 มก./วัน สามารถช่วยลดความดันโลหิตได้ทั้งผู้ป่วยที่มีและไม่มีโรคความดันโลหิตสูง โดยเกลือแกง (โซเดียมคลอไรด์) 1 ช้อนชา มีโซเดียม 2,000 มก. น้ำปลา 1 ช้อนชา มีโซเดียมประมาณ 350-400 มก. ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนชา มีโซเดียมประมาณ 320-455 มก. และผงชูรส 1 ช้อนชามีโซเดียมประมาณ 492 มก. ก่อนการหยิบใช้หรือปรุงแต่งอะไรแต่ละที ก็นึกถึงค่าเหล่านี้ให้ดีๆ
  • ออกกำลังกายเป็นประจำสม่ำเสมอ ควรออกกำลังกายให้ได้อย่างน้อยวันละ 30 นาที หรือ 150 นาทีต่อสัปดาห์ โดยในแต่ละวันอาจแบ่งออกกำลังกายเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ครั้งละ 10 นาที วันละ 3 ครั้ง และเตือนตัวเองให้เคลื่อนไหวร่างกายอยู่ตลอดเวลาลดพฤติกรรมนั่งๆนอนๆ เพื่อช่วยควบคุมน้ำหนักตัว
  • จำกัดหรืองดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ถ้าเป็นคนที่ไม่ดื่มแอลกอฮอล์อยู่แล้วก็ถือว่าดีเลยและก็ไม่แนะนำให้กินด้วย ส่วนใครที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บ้างตามโอกาสหรือดื่มเป็นประจำอยู่แล้ว ก็ควรจำกัดปริมาณเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ผู้หญิงไม่ควรเกิน 1 ดื่มมาตรฐานต่อวัน ผู้ชายไม่ควรเกิน 2 ดื่มมาตรฐานต่อวัน

ปริมาณ 1 ดื่มมาตรฐานของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ว่านี้ หมายถึง เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ประมาณ 10 – 15 กรัม เช่น

เหล้าขาว 35 ดีกรี ปริมาณ 2 ฝาใหญ่ หรือ30 มล.

เหล้าขาว 40 ดีกรี ปริมาณ 30 มล.

สาโท สุราแช่ สุราพื้นเมือง 6% ปริมาณ 4 เป๊ก หรือ200 มล.

เบียร์ 5% ปริมาณ 240 มล.

เบียร์ 6.4% ประมาณครึ่งกระป๋อง หรือ 1/3 ขวดใหญ่

ไวน์ 12% ปริมาณ 100 มล.

  • หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ การเลิกสูบบุหรี่อาจไม่ได้มีผลโดยตรงต่อการลดความดันโลหิต แต่สามารถลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้

2.รับประทานยาและรับการรักษาอย่างต่อเนื่อง

รับประทานยาตามแพทย์สั่งสม่ำเสมอ ห้ามขาดยา ไม่ควรหยุดยาหรือปรับเปลี่ยนยาด้วยตัวเอง และไปพบแพทย์ตามนัดทุกครั้ง

โรคความดันโลหิตสูง ส่วนใหญ่ไม่ทราบสาเหตุของการเกิดที่แน่ชัด และมักไม่มีอาการแสดง การตรวจสุขภาพประจำปี อย่างน้อย ปีละ 1 ครั้ง จะช่วยให้เรารับรู้การเปลี่ยนแปลงสุขภาพของตัวเอง และปฏิบัติตัวได้อย่างถูกต้องหากเกิดความผิดปกติต่อร่างกาย