179303614215507

เสียงกระซิบจาก “กระดูก”

เสียงกระซิบจาก “กระดูก”


คนส่วนใหญ่มักจะไม่คำนึงถึงโรคที่เกี่ยวกับกระดูก โดยเฉพาะโรคกระดูกพรุน นั่นเป็นเพราะว่าโรคนี้ไม่ทำให้เกิดอาการผิดปกติใดๆในการดำเนินชีวิตประจำวัน จนกว่าจะมีการแตกหักของกระดูกเกิดขึ้น ทั้งจากการหกล้ม หรืออุบัติเหตุต่างๆ

โรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) เป็นโรคกระดูกที่เกิดขึ้นทั่วร่างกาย (Systemic skeletal disease) เป็นผลจากการมีมวลกระดูกต่ำร่วมกับการเสื่อมของโครงสร้างของกระดูก ส่งผลให้กระดูกมีความเปราะบางและหักได้ง่าย

ธรรมชาติและความแข็งแรงของกระดูก

กระดูกเป็นโครงสร้างของร่างกายที่มีลักษณะเป็นเนื้อเยื่อมีชีวิต มีการเปลี่ยนแปลงหมุนเวียนของกระดูกอยู่ตลอดเวลา ทั้งการสลายกระดูก การปรับแต่งกระดูก การสร้างกระดูก รวมถึงการสะสมแร่ธาตุในบริเวณที่มีการสร้างกระดูก

กระดูกจะมีการหมุนเวียนอย่างต่อเนื่องแต่จะไม่ซ้ำที่เดิม ปริมาณและความหนาแน่นมีผลทำให้กระดูกแข็งแรงไม่แตกหักง่าย จึงควรสะสมมวลกระดูกให้มากที่สุด พร้อมทั้งลดการสลายตัวของมวลกระดูกให้เกิดขึ้นน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

ช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดในการสะสมมวลกระดูกคือตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวัยรุ่นตอนปลาย เนื่องจากเป็นวัยที่กระดูกจะมีการเพิ่มขนาดและความหนาแน่นในอัตราที่สูงกว่าช่วงวัยอื่นๆ หลังจากอายุ 30 ปีขึ้นไป ปริมาณและความหนาแน่นของมวลกระดูกจะคงที่อยู่ชั่วระยะเวลาหนึ่งเนื่องจากอัตราการสลายตัวและการสร้างใหม่ใกล้เคียงกัน จากนั้นการสร้างมวลกระดูกจะลดลงขณะที่การสลายมวลกระดูกเพิ่มมากขึ้นอย่างช้าๆตามอายุที่เพิ่มมากขึ้น และจะเพิ่มอัตราเร็วในการสลายตัวมากขึ้นในช่วงวัยหมดประจำเดือนจนถึงวัยสูงอายุ

ธรรมชาติของเพศหญิงมีการสร้างมวลกระดูกน้อยกว่าเพศชาย การมีฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลงหรือขาดฮอร์โมนเอสโตรเจนทั้งก่อนและหลังวัยหมดประจำเดือนจะทำให้เพศหญิงอยู่ในภาวะเซลล์สร้างกระดูกทำงานน้อยลง แต่เซลล์สลายกระดูกกลับเพิ่มจำนวนและทำงานมากขึ้น ส่งผลให้มีมวลกระดูกลดลงอย่างรวดเร็ว เพศหญิงจึงมีอัตราการเกิดโรคกระดูกพรุนสูงกว่าเพศชาย นอกจากนี้เชื้อชาติ กรรมพันธุ์ ประวัติคนในครอบครัว และปัจจัยการดำเนินชีวิตที่ไม่เหมาะสม ก็มีอิทธิพลต่อมวลกระดูกเช่นเดียวกัน

การประเมินความแข็งแรงของกระดูก

ความแข็งแรงของกระดูกสามารถประเมินได้โดยวัดความหนาแน่นของกระดูก (Measurement of bone density) ในตำแหน่งสำคัญที่เกิดกระดูกหักบ่อยๆ คือ กระดูกสะโพก กระดูกสันหลัง และกระดูกปลายแขน วิธีการที่นิยม ได้แก่

  • การตรวจโดยการดูดกลืนรังสีเอกซ์พลังงานสองค่า (Dual energy X-ray absorptiometry, DXA)
  • การตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (Quantitative ultrasound)
  • การตรวจวัดด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (Quantitative CT scan)

แต่การตรวจด้วยวิธีต่างๆตามที่กล่าวมา มีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง ในทางปฏิบัติจึงมีการคัดกรองกลุ่มเสี่ยงที่ควรได้รับการตรวจความหนาแน่นของกระดูก โดยนำเอาปัจจัยที่มีผลต่อมวลกระดูกมาประยุกต์รวมกันเป็นเครื่องมือคัดกรอง เช่น อายุ เพศ น้ำหนัก ส่วนสูง ประวัติการเกิดกระดูกหัก การสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ การได้รับกลูโคคอร์ติคอยด์ การเป็นข้ออักเสบรูมาตอยด์

โดยเครื่องมือคัดกรองที่นิยมใช้ประเมินความเสี่ยงการเกิดโรคกระดูกพรุน ได้แก่ การประเมินภาวะกระดูกพรุนด้วยตนเองสำหรับชาวเอเชีย (Osteoporosis Self-Assessment Tool for Asians [OSTA]) และเครื่องมือคัดกรองโรคกระดูกพรุนมหาวิทยาลัยขอนแก่น (Khon Kaen Osteoporosis Study Score [KKOS])

ส่วนเครื่องมือประเมินความเสี่ยงต่อการมีกระดูกหักที่นิยม คือ เครื่องมือประเมินความเสี่ยงการเกิดกระดูกหักในระยะเวลา 10 ปี(FRAX® assessment for risk of fracture)

แนวทางการปฏิบัติเพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคกระดูกพรุน

เป้าหมายของการมีกระดูกที่แข็งแรง เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคกระดูกพรุน คือ การสะสมมวลกระดูกให้มากที่สุด การป้องกันการสูญเสียมวลกระดูก การระมัดระวังการเกิดอุบัติเหตุ ตลอดจนการรับการรักษาเมื่อมีอาการของโรคกระดูกพรุนอย่างเหมาะสม ซึ่งมีแนวทางการปฏิบัติ ดังนี้

  • การได้รับสารอาหารที่เพียงพอ สารอาหารที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสร้างและรักษามวลกระดูกนั้นมีอยู่หลายชนิด แต่สารอาหารที่สำคัญและมีความชัดเจนว่ามีผลต่อการสร้างและคงสภาพมวลกระดูกมีอยู่ 3 ชนิด ได้แก่ แคลเซียม วิตามินดี และโปรตีน
    • แคลเซียม เป็นองค์ประกอบหลักของกระดูก ทำให้กระดูกมีความแข็งแรง แคลเซียมร้อยละ 99 อยู่ในกระดูก ร้อยละ 1 อยู่ในเลือด แต่ละช่วงวัยมีความต้องการแคลเซียมต่อวันแตกต่างกัน เราควรรับประทานแคลเซียมให้เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย อาหารกลุ่มเนื้อสัตว์ที่รับประทานได้ทั้งกระดูกจะมีแคลเซียมมากที่สุด รองลงมาจะเป็นอาหารกลุ่มธัญพืช และกลุ่มผลไม้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ผักที่มีแคลเซียมสูงบางชนิดมีออกซาเลต (oxalate) สูง โดยเฉพาะจำพวกยอดผัก ซึ่งสารประกอบเชิงซ้อนพวกนี้มีผลขัดขวางการดูดซึมแคลเซียม จึงควรเลือกบริโภคผักใบเขียวที่มีออกซาเลตต่ำ เช่น คะน้า กวางตุ้ง ขี้เหล็ก ตำลึง บัวบก ถั่วพู เป็นต้น ส่วนอาหารในกลุ่มนมและผลิตภัณฑ์จากนมก็เป็นแหล่งอาหารที่ให้แคลเซียมที่สำคัญที่สุดอีกหนึ่งแหล่ง เนื่องจากร่างกายจะดูดซึมแคลเซียมจากนมได้ดีมาก และการดื่มนมทำได้ง่ายและสะดวก
    • วิตามินดี เป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน ช่วยให้ลำไส้เล็กเพิ่มอัตราการดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัสจากอาหาร ช่วยรักษาระดับแคลเซียมและฟอสฟอรัสในเลือดให้เป็นปกติ ยับยั้งการหลั่งฮอร์โมนพาราไธรอยด์ ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เกิดการสลายกระดูก ตลอดจนมีบทบาทในกระบวนการการฟื้นฟูและสร้างสารเกลือแร่ (Mineralization) ของกระดูก คนปกติต้องการวิตามินดีประมาณวันละ 600-800 IU ซึ่งผิวหนังสามารถสร้างวิตามินดีได้เองประมาณร้อยละ 80-90 เมื่อได้รับแสงแดด และอีกประมาณร้อยละ 10-20 มาจากอาหารหรือการรับประทานวิตามินดีเสริม เช่น ปลาแซลมอน ปลาซาร์ดีน ปลาแมคเคอเรล ปลาทูน่า เห็ดหอม น้ำมันตับปลา ไข่แดง เป็นต้น
    • โปรตีน ให้กรดอมิโนที่จำเป็นต่อการสร้างมวลกระดูกและส่งเสริมระดับสาร Insulin-like growth factor I [IGF-I] ในกระแสเลือด ซึ่งมีส่วนสำคัญในการก่อตัวของกระดูก โดยปกติร่างกายต้องการโปรตีนวันละประมาณ 0.8-1 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม แหล่งอาหารโปรตีนได้จากปลา ไข่ เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ถั่วเมล็ดแห้ง นม และผลิตภัณฑ์จากนม แม้ว่าการศึกษาจะพบว่าปริมาณการได้รับโปรตีนมีความสัมพันธ์ต่อมวลกระดูกไม่มากนัก แต่การมีภาวะโภชนาการที่ ดียังคงสำคัญต่อสุขภาพของกระดูกเป็นอย่างมาก
  • การออกกำลังกายอย่างเหมาะสม มีความสำคัญต่อการคงความแข็งแรงและเพิ่มความแข็งแรงของกระดูกพอๆกับสารอาหาร เพราะกระดูกและกล้ามเนื้อเป็นอวัยวะที่ต้องมีการใช้งานเป็นประจำ มิฉะนั้นจะมีการเสื่อมสภาพ ต้องมีการออกแรงต้านบ่อยๆ เช่น การเดิน การขึ้นบันได การขาดการออกกำลังกายมีความเกี่ยวข้องอย่างชัดเจนกับปริมาณและความหนาแน่นของมวลกระดูก โดยทั่วไปการออกกำลังกายที่มีผลดีต่อมวลกระดูก คือ การออกกำลังกายแบบที่มีแรงต้านและแบกรับน้ำหนัก (Weight-bearing exercise) เช่น การเดิน การวิ่ง การก้าวขึ้นลงบันได การยกน้ำหนัก ส่วนการออกกำลังกายที่ไม่ต้านแรงโน้มถ่วง เช่น การว่ายน้ำ การขี่จักรยาน
  • การหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลเสียต่อความแข็งแรงของกระดูก ปัจจัยในการดำเนินชีวิตที่ไม่เหมาะสมที่มีอิทธิพลต่อปริมาณมวลกระดูกและความแข็งแรงของกระดูก ได้แก่ การสูบบุหรี่ การดื่มสุรา การดื่มกาแฟ การดื่มน้ำอัดลม การรับประทานอาหารเค็มจัดหรืออาหารที่มีโซเดียมสูง การใช้ยาบางชนิดเป็นประจำ และการมีน้ำหนักตัวน้อยกว่ามาตรฐาน ปัจจัยเหล่านี้มีผลต่อการดูดซึมแคลเซียมและส่งผลให้ความหนาแน่นของกระดูกลดลงได้อีกด้วย
  • การเฝ้าระวังสัญญาณการเกิดโรคกระดูกพรุน หมายถึง การให้ความใส่ใจ สังเกตอาการของตนเอง และหาโอกาสประเมินความเสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกพรุนอย่างน้อยเป็นประจำทุกปี โดยเฉพาะเมื่อทราบว่าตนเองอยู่ในกลุ่มเสี่ยง เช่น อยู่ในวัยหมดประจำเดือนหรือสูงอายุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพศหญิง ตนเองหรือคนในครอบครัวมีประวัติกระดูกร้าวหรือหัก สูบบุหรี่ ดื่มสุรา ดื่มกาแฟ น้ำอัดลมเป็นประจำ รวมทั้งได้รับยาที่มีผลต่อมวลกระดูก

หากเกิดโรคกระดูกพรุนแล้วจะทำให้ ปวดหลัง หลังโก่งงอ เคลื่อนไหวลำบาก หายใจลำบาก ปอดทำงานได้ไม่ดี เหนื่อยง่าย มีคุณภาพชีวิตที่แย่ลง และอาจส่งผลร้ายแรงถึงขั้นทุพพลภาพหรือเสียชีวิตได้

ดังนั้นสุขภาพของกระดูกจึงมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าสุขภาพในด้านอื่น ๆ ที่พวกเราทุกๆคนต้องตื่นตัว เพิ่มความตระหนักรู้ และให้ความสำคัญในการสร้างเสริมสุขภาพของกระดูกให้แข็งแรง